อบสมุนไพร "ล้างพิษ"
กรณีอบสมุนไพรเองที่บ้าน 1. มีตู้อบสมุนไพรสำเร็จรูป ใช้สมุนไพรใส่หม้อต้มน้ำหรือหม้อหุงข้าวไฟฟ้า แล้วใช้ไอน้ำอบสมุนไพร ซึ่งในตู้อบสำเร็จรูปจะมีที่สำหรับให้ไอน้ำผ่านได้ดี และมีการระบายอากาศด้านบน (ศีรษะ) 2. ถ้าไม่มีตู้อบสมุนไพร จะใช้เป็นกระโจม โดยหาวัสดุที่มีอยู่มาดัดแปลงแล้วใช้ผ้าคลุม โดยมีที่ระบายอากาศ ใช้หม้อต้มที่สำหรับให้ไอน้ำเข้าสู่กระโจมอย่างทั่วถึง และระมัดระวังเรื่องน้ำร้อนลวกและระบบไฟฟ้า มาตรฐานของห้องอบสมุนไพร 1. ขนาดห้อง กว้าง 1.9 เมตร ยาว 1.9 เมตร สูง 2.3 เมตร สามารถอบได้ครั้งละ 3-4 คน 2. พื้นและฝาผนัง ควรเป็นพื้นปูนขัดหน้าเรียบ ช่วยให้ง่ายต่อการทำความสะอาด 3. ประตูห้องควรปิดมิดชิด แต่ไม่มีการล็อคกลอนจากข้างใน อาจเจาะเป็นช่องกระจกที่สามารถมองจากภายในห้องได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสามารถตรวจสอบความปลอดภัยได้ 4. ควรมีห้องอบที่แยกให้บริการ สำหรับเพศหญิงและเพศชาย 5. อุปกรณ์สำหรับการอบสมุนไพรประกอบด้วย - ม้านั่งยาว 1-2 ตัว - เทอร์โมมิเตอร์ สำหรับวัดอุณหภูมิภายในห้องอบ อุณหภูมิระหว่างอบควรอยู่ระหว่าง 42- 45 องศา สามารถตรวจสอบอุณหภูมิได้ที่ภายนอกห้อง - นาฬิกาจับเวลา สามารถตั้งเวลาได้ - เครื่องชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ปรอทวัดไข้ - หม้อต้มน้ำไฟฟ้า ที่มีซึ้งตะแกรงเติมและเปลี่ยนถ่ายสมุนไพรได้สะดวก - พัดลมดูดอากาศ - หม้ออบสมุนไพร เป็นหม้อไฟฟ้า มีระบบควบคุมความปลอดภัย มีท่อสเตนเลสส์จากหม้อต้มส่งไปในห้องอบ และมีระบบควบคุมป้องกันไฟฟ้า ซึ่งมีระบบควบคุมไฟหม้อต้มที่สามารถอุ่นได้ เมื่อรอการใช้และปิดเปิดไฟอัตโนมัติ ขั้นตอนการอบ 1. วัดความดันโลหิตก่อนทำการอบสมุนไพร 2. นำน้ำประพรมร่างกาย หรืออาบน้ำเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกที่อาจติดอยู่ตามรูขุมขน และเพื่อเป็นการเตรียมเส้นเลือดให้พร้อมต่อการยืดขยายและหดตัว แล้วแต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น 3. เข้าทำการอบ 2 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที กรณีผู้ไม่เคยอบ ควรอบ 3 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที 4. เมื่อครบจำนวนนาที ไม่ควรอาบน้ำทันที ต้องออกมานั่งพักให้เหงื่อแห้ง แล้วจึงอาบน้ำเพื่อชำระคราบเหงื่อไคลและสมุนไพร และช่วยให้เส้นเลือดหดตัวลงเป็นปกติ 5. เมื่อทำการอบจนครบขั้นตอนแล้วควรปฏิบัติดังนี้ - ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต และดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ - บันทึกการอบสมุนไพรไว้ทุกครั้งเพื่อประโยชน์ในการรักษาต่อเนื่องต่อไป
ประโยชน์ของการอบสมุนไพร เกิดจากผลของไอน้ำ และผลของน้ำมันหอมระเหย และสารระเหยต่างๆ ในสมุนไพร ซึ่งซึมผ่านชั้นผิวหนังและเข้าไปกับลมหายใจ - ร่างกายมีการเผาผลาญสารอาหารเพิ่มขึ้น - มีการขยายตัวของเส้นเลือดฝอย - การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แจ่มใส และทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ดูมีเลือดฝาด - ทำให้มดลูกของสตรีหลังคลอดเข้าอู่เร็วขึ้น - ช่วยทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมากขึ้น ซึ่งจะช่วยชำระล้างและขับของเสียออกจากร่างกายทางผิวหนัง - บรรเทาอาการปวดเมื่อย - ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น - แก้อาการเหน็บชา - ช่วยทำให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้น ช่วยละลายเสมหะทำให้ขับออกมาได้ง่ายขึ้น บรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ - ช่วยลดการอักเสบและบวมที่เยื่อบุของทางเดินหายใจตอนบน - ช่วยลดการระคายเคืองในลำคอ โรคหรืออาการที่สามารถบำบัดรักษาด้วยการอบสมุนไพร - โรคภูมิแพ้ - โรคหอบหืดที่อาการไม่รุนแรง - เป็นหวัด น้ำมูกไหล แต่ไม่แห้งคัน - โรคที่ไม่ได้เป็นการเจ็บป่วยเฉพาะที่ - โรคอื่นๆ ที่สามารถใช้การอบร่วมกับการรักษาแบบต่างๆ - เป็นการส่งเสริมสุขภาพ และมารดาหลังคลอด ข้อห้ามในการอบสมุนไพร- มีไข้สูง- โรคติดต่อร้ายแรง- โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืดระยะรุนแรง ลมชัก- สตรีขณะมีประจำเดือน- มีการอักเสบจากบาดแผลเปิดและแผลปิด- อ่อนเพลีย อดอาหาร อดนอน หลังรับประทานอาหารใหม่- ปวดศีรษะ ชนิดวิงเวียนศีรษะ และคลื่นไส้
ในปัจจุบันการอบสมุนไพร ได้มีการพัฒนาให้สามารถอบได้ทั้งตัว โดยการเข้ากระโจมที่มีหม้อต้ม สมุนไพรอยู่ในนั้นด้วย จะทำให้สามารถอบได้ทั้งตัว ความร้อนสม่ำเสมอ ไม่เพียงสตรีที่คลอดบุตรใหม่ หรือผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุเท่านั้นที่นิยมอบสมุนไพร บุคคลทั่วไปที่ต้องการลดน้ำหนัก และต้องการทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งก็นิยมอบไอน้ำกันมาก ปัจจุบันมีผู้คิดประดิษฐ์ตู้อบขึ้นมาแทนการเข้ากระโจมมากมายหลายแบบ โดยใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าต้มสมุนไพรในตู้อบ ทำให้มีความสะดวกสบายในการใช้มากยิ่งขึ้น ท่านพิจารณาเลือกใช้เอาตามความเหมาะสมของตนเองนะคะ
Tweet Share